ออฟฟิศแบบไหนที่คนอยากไปทำงานวันจันทร์(3)

5 Workplace Trends ที่ CEO ควรรู้ก่อนปี 2027

5-workplace-trends-2027-practika

ท่ามกลางหมอกควันแห่งความผันผวนทางเศรษฐกิจ และคลื่นความเปลี่ยนแปลงของ AI ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง การเป็นผู้นำองค์กรในวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับการยืนอยู่ตรงทางแยกที่ท้าทายที่สุดในรอบสิบปี มือหนึ่งเราต้องโอบอุ้ม "ผู้คน" ที่กำลังเหนื่อยล้า พักใจกลับสู่จุดเริ่มต้น เพื่อรดน้ำดูแลรากแก้วให้ยังคงแข็งแรง ในขณะที่อีกมือหนึ่ง เราถูกบีบให้ต้องคว้า "อนาคต" ก้าวไปข้างหน้าให้ทันจังหวะของเทคโนโลยี ช่องว่างระหว่างหัวใจของคนทำงานกับการเคลื่อนตัวของนวัตกรรม คือโจทย์ใหญ่ที่ผู้นำไม่อาจมองข้าม เพราะความใส่ใจในคนและพื้นที่การทำงานจริงนั้นเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันอย่างไม่อาจแยกขาด และนี่คือ 5 Workplace Trends ที่ CEO ควรรู้ก่อนปี 2027 ที่ผู้นำต้องร่วมกันปรับเข็มทิศ เพื่อพาผู้คนและองค์กรเดินทางข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปพร้อมกัน

Smart Workstations with Technology Integration

เทรนด์ที่ 1: การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างรับผิดชอบและแท้จริง 

AI ในวันนี้ ไม่ใช่ของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าตื่นเต้นอีกต่อไป หากแต่กลายเป็น "สาธารณูปโภค" พื้นฐานที่ไม่ต่างอะไรกับไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตในโลกธุรกิจ แม้ภาพที่เราเห็นคือคนทำงานกว่า 54% เริ่มเปิดใจลองใช้ AI กันบ้างแล้ว แต่มีเพียง 14% เท่านั้นที่ขยับเข้าใกล้จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ช่องว่างตรงนี้คือรอยรั่วทางกลยุทธ์ที่ผู้นำมองข้ามไม่ได้ เพราะถ้า CEO ไม่เร่งสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างให้คนได้ลองผิดลองถูก พร้อมกับวางกติกาที่ชัดเจน AI ก็อาจกลายเป็นความระแวง มากกว่าจะเป็นมือที่เข้ามาช่วย "ปลดล็อกงานซ้ำซาก" เพื่อคืนเวลาและหัวใจให้คนทำงานได้กลับไปสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง

ในเชิงพื้นที่ Workspace จึงต้องทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับการทดลองนี้ การลงทุนใน Smart Workstations ที่ผสานเทคโนโลยีอย่างลื่นไหล รองรับการเชื่อมต่อและการชาร์จพลังงานให้อุปกรณ์ได้ตลอดเวลา คือ การสร้างรากฐานที่มั่นคง ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบพื้นที่เพื่อลดความเหนื่อยล้าทางกายจากการจ้องหน้าจออย่างเข้มข้น ยังเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยดูแลให้คนกับเทคโนโลยีเดินไปด้วยกันได้อย่างยาวนานและมีความสุข

สิ่งที่ CEO ควรทำ: กำหนดทิศทางการใช้ AI ในแต่ละแผนกให้เห็นภาพชัดเจน สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ จัดหาแซนด์บ็อกซ์หรือพื้นที่เฉพาะ ให้ทีมได้มาเข้าเวิร์กช็อป ลองผิดลองถูก และแลกเปลี่ยนเทคนิคการใช้ AI Tools ร่วมกัน สู่การเป็น AI Co-working Space

Co-working & Collaboration Spaces

เทรนด์ที่ 2: ผู้นำต้องอัปเกรดทักษะการบริหารคน 

เรากำลังเผชิญกับวิกฤต Employee Engagement ที่ลดเหลือเพียง 20% ทั่วโลก แต่สัญญาณที่อันตรายยิ่งกว่า คือ การลดลงอย่างรวดเร็วของ Employee Engagement ในระดับ "ผู้จัดการ" ตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งถือเป็นจุดแจ้งเตือนวิกฤตที่ทุกองค์กรห้ามมองข้าม ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ระบบ พบว่าผู้จัดการมือใหม่กว่า 60% ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมด้านการบริหารเลย CEO ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการสั่งการ มาเป็นการสร้าง "People Management" ที่เน้นความไว้วางใจ ความชัดเจน และโอกาสในการเติบโต แทนที่การบริหารงานแบบแยกส่วน

พื้นที่ทำงานในออฟฟิศต้องช่วยทลายกำแพงลำดับชั้น ผู้นำควรเปลี่ยนจาก "ห้องบริหารส่วนตัว" ไปสู่การใช้พื้นที่แบบ "Co-working & Collaboration Spaces" การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์แบบเปิดและกึ่งส่วนตัวจะช่วยให้เกิดการสอนงาน (Mentorship) และการสื่อสารที่โปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการกอบกู้ความเชื่อมั่นของทีมกลับมา

สิ่งที่ CEO ควรทำ: ทลายกำแพงห้องทำงานผู้บริหาร และเปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม Mentorship หรือ Open-door Area เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับทีม

dei-inclusive-workplace-practika

เทรนด์ที่ 3: DEI ที่ห้ามละเลยท่ามกลางวิกฤต

การมองว่า DEI เป็นเพียง "เทรนด์ชั่วคราว" คือความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ที่ร้ายแรง ในปี 2026-2027 องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะใช้ DEI เป็น "กลยุทธ์การสรรหาและรักษาบุคลากร" (Recruitment Strategy) ท่ามกลางภาวะขาดแคลนทักษะ พนักงานระดับหัวกะทิจะเลือกอยู่กับองค์กรที่มอบความเสมอภาคและยอมรับในตัวตนที่หลากหลายของพวกเขาเท่านั้น

องค์กรต้องแสดงความจริงใจผ่านการจัดหา "Inclusive & Ergonomic Furniture" เช่น โต๊ะปรับระดับไฟฟ้า (Height-Adjustable Desks) และเก้าอี้ Ergonomic ที่รองรับสรีระที่แตกต่างกันของพนักงานทุกคน สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวกสบาย แต่คือการประกาศจุดยืนด้าน Equity และ Wellness ที่พนักงานสัมผัสได้จริงในทุกวัน

สิ่งที่ CEO ควรทำ: ตรวจสอบและอัปเกรดอุปกรณ์สำนักงานให้เป็นมาตรฐาน Ergonomic สำหรับทุกคน เพื่อสื่อสารว่าบริษัทให้ค่าความสำคัญกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน


lifelong-learning-training-space-practika

เทรนด์ที่ 4: การเรียนรู้ตลอดชีวิตสำคัญมากกับบุคลากร

ยุคของการเรียนรู้แบบ "ครั้งเดียวจบ" จบไปแล้ว ทักษะในยุคปัจจุบันมีอายุสั้นลงอย่างมหาศาล การหยุดนิ่งเท่ากับการถอยหลัง ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรม Learning and Development คือ เครื่องมือรักษาพนักงานที่ทรงพลังที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่ การ Upskilling และ Reskilling ไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่เป็นสิ่งใหม่ที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดของธุรกิจ องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการ "Learn, Unlearn, Relearn" จะสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่งหลายเท่าตัว

พื้นที่ทำงานต้องเปลี่ยนสภาพได้ตามการเรียนรู้ ผู้นำต้องออกแบบ "L&D Spaces" โดยใช้ Modular & Flexible Furniture เช่น โต๊ะติดล้อพับได้ (Tables on wheels) และเก้าอี้ที่จัดวางใหม่ได้ง่าย เพื่อเปลี่ยนจากพื้นที่ทำงานปกติเป็นศูนย์กลางแห่งการ Brainstorm หรือ Co-learning Space ได้ทันที เพื่อรองรับวงจรการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ CEO ควรทำ: เปลี่ยนพื้นที่ว่างในออฟฟิศให้เป็น Flexible Co-learning Space และกำหนดให้ชั่วโมงการเรียนรู้เป็นหนึ่งใน KPI ของพนักงาน


activity-based-working-office-practika

เทรนด์ที่ 5: สรรหาบุคลากรด้วย Skill-First Hiring และ Flexibility

ทักษะความเป็นมนุษย์ (Human Skills) กำลังกลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในยุค AI และพนักงานในปี 2027 จะต้องการ "ความยืดหยุ่นที่แท้จริง (True Flexibility)" เป็นข้อกำหนดเบื้องต้นในการเข้าทำงาน การจ้างงานจะข้ามพ้นเรื่องใบปริญญาไปสู่การวัด "ทักษะที่นำไปใช้ได้จริง" โดยเฉพาะทักษะที่ World Economic Forum (WEF) ระบุว่าเป็นที่ต้องการสูงสุด ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ความยืดหยุ่นฟื้นตัวไว (Resilience) ความว่องไว (Agility) และความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) การนำ "Lifelong Learning" จากเทรนด์ก่อนหน้ามาเป็นพื้นฐาน จะทำให้การจ้างงานแบบ Skills-First นี้ทรงพลังยิ่งขึ้น


องค์กรต้องก้าวสู่แนวคิด "Activity-Based Working (ABW)" และการสร้าง "Office Neighborhoods" โดยจัดหาโซลูชันเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์เฉพาะเจาะจง เช่น ตู้โทรศัพท์เก็บเสียง (Acoustic Phone Booths) สำหรับงานที่ต้องการสมาธิ และ โซฟากลุ่มแบบมีแผงกั้น (Shielded group sofas) สำหรับงานสร้างสรรค์ร่วมกัน สิ่งนี้คือการมอบความยืดหยุ่นในเชิงพื้นที่ที่สอดรับกับรูปแบบงานที่ต่างกัน


สิ่งที่ CEO ควรทำ: ทบทวนเกณฑ์การสรรหาพนักงานใหม่โดยมุ่งเน้นที่ Human Skills และจัดสัดส่วนพื้นที่ออฟฟิศให้รองรับการทำงานแบบ Activity-Based Working อย่างน้อย 30% ของพื้นที่ทั้งหมด

บทสรุป CEOs

พื้นที่ทำงานในปี 2027 จะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่วางโต๊ะเรียงเก้าอี้เพื่อใช้นั่งทำงานอีกต่อไป ทว่ามันกำลังทำหน้าที่เป็น "เครื่องมือเชิงกลยุทธ์" อันทรงพลัง ที่ช่วยประคององค์กรให้ข้ามผ่านคลื่นวิกฤต และโฉบฉวยโอกาสใหม่ๆ ในยุคสมัยแห่ง AI หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมภายนอก หากแต่คือการร้อยเรียง "กลยุทธ์การบริหารคน" เข้ากับ "การออกแบบสภาวะแวดล้อม" ให้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน การสร้างพื้นที่ที่ไม่ได้มีไว้แค่ให้ร่างกายมาพักพิง แต่ควรนำพาทั้งพลังกาย หัวใจ และปัญญาของคนทำงานมารวมพลังกันได้อย่างแท้จริง


อ้างอิง

Oakwood International/Social Talent

PwC - Global Workforce Hopes and Fears Survey 2025: ข้อมูลการใช้ AI และ Generative AI ของผู้ตอบแบบสำรวจ

Gallup - State of the Global Workplace 2026: Global Data Summary: ข้อมูล Employee Engagement ปี 2025


📩 ปรึกษาทีม Practika เพื่อประเมินแนวทางเฟอร์นิเจอร์สำหรับโครงการของคุณ 

พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญ
[ สอบถามเพิ่มเติม | ดูผลงานโครงการ ]